ประวัติผู้เขียน
“พลังจิตพิชิตโรค”
ดิฉันเป็นเด็กที่เติบโตขึ้นมาจากครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานหนักเพื่อที่จะให้ลูก
ๆ มีชีวิตที่ดีขึ้น พวกเราทุกคนต้องตื่นแต่ตีสี่ทุกวัน
เด็กผู้หญิงไปที่ร้านช่วยแม่ขายของที่ตลาดเช้า เด็กผู้ชายไปช่วยพ่อที่ลานกระเทียม
ลานพริก และทำนา ทุกวันก่อนที่จะกลับมาอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียนวัดใกล้บ้าน
กลับจากโรงเรียนตอนเย็นทุกคนต้องกลับไปช่วยพ่อแม่ทำงานทุกวัน
ไม่ได้วิ่งเล่นเหมือนเด็กทั่วไป และดิฉันมีความฝันว่า เรียนจบชั้นประถมปีที่ 6
จากโรงเรียนวัดในชนบทจะต้องไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนประจำจังหวัดให้ได้
จึงขอพ่อแม่เรียนหนังสือและอ่านหนังสืออย่างมุ่งมั่น
และสัญญากับพ่อแม่ว่าหากดิฉันได้เรียนหนังสือและสอบเรียนต่อได้จะเอาปริญญามาให้พ่อแม่ชื่นชม
ในที่สุดความฝันก็เป็นจริง ดิฉันสามารถสอบเรียนต่อที่โรงเรียนประจำจังหวัดได้
และได้เรียนต่อจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สายวิทย์-คณิต เรียนอยู่ห้อง King
(ต้องได้เกรดเฉลี่ย 3.5 เป็นอย่างต่ำ ไม่งั๊ยจะถูกคัดออกจากห้อง King) และดิฉันได้รับทุนเรียนที่ผู้ใหญ่ใจดีมอบให้เด็กเรียนเก่งแต่ยากจนทุกปี
หลังจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ดิฉันสอบเข้าเรียนต่อปริญญาตรีคณะวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาศรีนครินทรวิโรจน์ได้
แต่ไม่ได้เรียนเพราะคุณพ่อป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ดิฉันต้องไปทำงานเป็นลูกจ้างในห้องแล็ปโรงพยาบาลประจำจังหวัด
เพื่อเก็บเงินไว้เรียนต่อ และสอบเรียนต่อทุนเจ้าหน้าที่วิทยาศาสาสตร์การแพทย์ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ได้
มาเรียนที่คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล เรียนที่โรงพยาบาลศิริราช 1 ปี
(หลักสูตร 1 ปี) จบด้วยเกรดนิยมอันดับที่ 1 เกรด 3.95 กลับไปทำงานบรรจุรับราชการที่โรงพยาบาลสะเมิง
จังหวัดเชียงใหม่ แต่ความฝันที่จะเอาปริญญามาให้พ่อแม่ได้ชื่นชมไม่เคยลืมเลือนจากใจของตนเอง
ดิฉันอ่านหนังสือทุกวัน (ทบทวนวิชาที่เรียนในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย)
เพื่อเตรียมสอบเอ็นทรานใหม่อีกครั้งและความฝันก็เป็นจริง
ดิฉันสอบเรียนต่อคณะเทคนิคการแทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ เรียนด้วยเงินทุนรัฐบาลที่มอบให้กับเจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์การแพทย์ลาศึกษาต่อ
จนจบปริญญาตรี ด้วยเกรดนิยมอันดับ 2 เกรดเฉลี่ย 3.48 แต่พ่อแม่ของดิฉันท่านไม่ได้มีโอกาสได้ชื่นชมกับปริญญาที่ลูกคนนี้ทุ่มเท
เพื่อเอามาเป็นของขวัญมอบให้ท่านทั้งสอง
(พ่อแม่ของดิฉันเสียชีวิตตอนชั้นเรียนมหาวิทยาลัยปีที่ 1)
ดิฉันกลับมาทำงานใช้ทุนรัฐบาลที่โรงพยาบาลรัฐบาลในตำแหน่งนักเทคนิคการแพทย์
และสัญญากับตัวเองว่าจะเรียนหนังสือให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อเป็นแบบอย่างให้ลูกหลานเห็นว่า เด็กบ้านนอกที่มีความฝันสามารถสร้างชีวิตที่เติบโตและเข็มแข็งได้
ดิฉันจึงตัดสินใจสอบชิงทุนเรียนต่อปริญญาเอก และได้รับทุนเรียนต่อทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หลังเรียนจบดิฉันมาทำงานวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
ให้กับบริษัทเอกชนในกรุงเทพฯ
ด้วยความฝันอยากมีธุรกิจของตัวเองจึงเปิดบริษัทจำหน่ายสมุนไพรและเรียนต่อทางแพทย์แผนไทย
เภสัชกรไทย การนวดรักษา NLP
เปิดรับดูแลผู้ป่วยทางเลือกและบำบัดด้วยพลังจิตเพื่อช่วยเหลือสังคมที่มอบโอกาสให้ตัวเองได้มายืนอยู่ที่จุดที่ไกลเกินฝัน
และเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกหลานได้เดินตาม แต่การทำธุรกิจด้วยใจ
ไม่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมาก่อนทำให้ล้มลุกคลุกคลาน
และต้องเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ดิฉันจึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอกบริหารธุรกิจ
(การจัดการ) มหาวิทยาลัยรามคำแหง ดิฉันเป็นนักศึกษาปริญญาเอกคนเดียวในรุ่นที่ไม่เคยเรียนบริหารธุรกิจมาก่อน
(อาจารย์ท่านกรุณารับเข้าเรียน ) และเรียนจบปริญญาเอก คนแรกของรุ่น ให้เวลาเรียน 3
ปี จบด้วยเกรด 3.85 และนี้คือบทพิสูจน์ว่า คนเราจะมาจากไหนไม่สำคัญ
ความฝันที่ยิ่งใหญ่ และความอดทน ทุ่มเททำให้เราประสบความสำเร็จได้
ที่เขียนและเล่ามาไม่ได้ต้องการโอ้อวดตัวเอง แต่ต้องการให้เด็กไทยรุ่นใหม่ได้รับรู้ว่า
พวกเขามีโอกาสและความพร้อมในทุก ๆ ด้านที่ดีกว่าคนรุ่นดิฉันมาก จงตั้งใจสานฝันของตัวเองและพ่อแม่ให้เป็นจริง
ด้วยรักและผูกพันที่มอบให้กับเด็กทุกคนค่ะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น