วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

พลังจิตรพิชิตโรค ดร.สายบัว บุญหมื่น

ประวัติผู้เขียน  “พลังจิตพิชิตโรค”


ดิฉันเป็นเด็กที่เติบโตขึ้นมาจากครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานหนักเพื่อที่จะให้ลูก ๆ มีชีวิตที่ดีขึ้น พวกเราทุกคนต้องตื่นแต่ตีสี่ทุกวัน เด็กผู้หญิงไปที่ร้านช่วยแม่ขายของที่ตลาดเช้า เด็กผู้ชายไปช่วยพ่อที่ลานกระเทียม ลานพริก และทำนา ทุกวันก่อนที่จะกลับมาอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียนวัดใกล้บ้าน กลับจากโรงเรียนตอนเย็นทุกคนต้องกลับไปช่วยพ่อแม่ทำงานทุกวัน ไม่ได้วิ่งเล่นเหมือนเด็กทั่วไป และดิฉันมีความฝันว่า เรียนจบชั้นประถมปีที่ 6 จากโรงเรียนวัดในชนบทจะต้องไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนประจำจังหวัดให้ได้ จึงขอพ่อแม่เรียนหนังสือและอ่านหนังสืออย่างมุ่งมั่น และสัญญากับพ่อแม่ว่าหากดิฉันได้เรียนหนังสือและสอบเรียนต่อได้จะเอาปริญญามาให้พ่อแม่ชื่นชม ในที่สุดความฝันก็เป็นจริง ดิฉันสามารถสอบเรียนต่อที่โรงเรียนประจำจังหวัดได้ และได้เรียนต่อจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สายวิทย์-คณิต เรียนอยู่ห้อง King (ต้องได้เกรดเฉลี่ย 3.5 เป็นอย่างต่ำ ไม่งั๊ยจะถูกคัดออกจากห้อง King)  และดิฉันได้รับทุนเรียนที่ผู้ใหญ่ใจดีมอบให้เด็กเรียนเก่งแต่ยากจนทุกปี หลังจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ดิฉันสอบเข้าเรียนต่อปริญญาตรีคณะวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาศรีนครินทรวิโรจน์ได้ แต่ไม่ได้เรียนเพราะคุณพ่อป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ดิฉันต้องไปทำงานเป็นลูกจ้างในห้องแล็ปโรงพยาบาลประจำจังหวัด เพื่อเก็บเงินไว้เรียนต่อ และสอบเรียนต่อทุนเจ้าหน้าที่วิทยาศาสาสตร์การแพทย์ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ได้ มาเรียนที่คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล เรียนที่โรงพยาบาลศิริราช 1 ปี (หลักสูตร 1 ปี) จบด้วยเกรดนิยมอันดับที่ 1 เกรด 3.95 กลับไปทำงานบรรจุรับราชการที่โรงพยาบาลสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ แต่ความฝันที่จะเอาปริญญามาให้พ่อแม่ได้ชื่นชมไม่เคยลืมเลือนจากใจของตนเอง ดิฉันอ่านหนังสือทุกวัน (ทบทวนวิชาที่เรียนในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย) เพื่อเตรียมสอบเอ็นทรานใหม่อีกครั้งและความฝันก็เป็นจริง ดิฉันสอบเรียนต่อคณะเทคนิคการแทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ เรียนด้วยเงินทุนรัฐบาลที่มอบให้กับเจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์การแพทย์ลาศึกษาต่อ จนจบปริญญาตรี ด้วยเกรดนิยมอันดับ 2 เกรดเฉลี่ย 3.48 แต่พ่อแม่ของดิฉันท่านไม่ได้มีโอกาสได้ชื่นชมกับปริญญาที่ลูกคนนี้ทุ่มเท เพื่อเอามาเป็นของขวัญมอบให้ท่านทั้งสอง (พ่อแม่ของดิฉันเสียชีวิตตอนชั้นเรียนมหาวิทยาลัยปีที่ 1) ดิฉันกลับมาทำงานใช้ทุนรัฐบาลที่โรงพยาบาลรัฐบาลในตำแหน่งนักเทคนิคการแพทย์ และสัญญากับตัวเองว่าจะเรียนหนังสือให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นแบบอย่างให้ลูกหลานเห็นว่า เด็กบ้านนอกที่มีความฝันสามารถสร้างชีวิตที่เติบโตและเข็มแข็งได้ ดิฉันจึงตัดสินใจสอบชิงทุนเรียนต่อปริญญาเอก และได้รับทุนเรียนต่อทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หลังเรียนจบดิฉันมาทำงานวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้กับบริษัทเอกชนในกรุงเทพฯ ด้วยความฝันอยากมีธุรกิจของตัวเองจึงเปิดบริษัทจำหน่ายสมุนไพรและเรียนต่อทางแพทย์แผนไทย เภสัชกรไทย การนวดรักษา NLP เปิดรับดูแลผู้ป่วยทางเลือกและบำบัดด้วยพลังจิตเพื่อช่วยเหลือสังคมที่มอบโอกาสให้ตัวเองได้มายืนอยู่ที่จุดที่ไกลเกินฝัน และเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกหลานได้เดินตาม แต่การทำธุรกิจด้วยใจ ไม่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมาก่อนทำให้ล้มลุกคลุกคลาน และต้องเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ดิฉันจึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอกบริหารธุรกิจ (การจัดการ) มหาวิทยาลัยรามคำแหง ดิฉันเป็นนักศึกษาปริญญาเอกคนเดียวในรุ่นที่ไม่เคยเรียนบริหารธุรกิจมาก่อน (อาจารย์ท่านกรุณารับเข้าเรียน ) และเรียนจบปริญญาเอก คนแรกของรุ่น ให้เวลาเรียน 3 ปี จบด้วยเกรด 3.85 และนี้คือบทพิสูจน์ว่า คนเราจะมาจากไหนไม่สำคัญ ความฝันที่ยิ่งใหญ่ และความอดทน ทุ่มเททำให้เราประสบความสำเร็จได้ ที่เขียนและเล่ามาไม่ได้ต้องการโอ้อวดตัวเอง แต่ต้องการให้เด็กไทยรุ่นใหม่ได้รับรู้ว่า พวกเขามีโอกาสและความพร้อมในทุก ๆ ด้านที่ดีกว่าคนรุ่นดิฉันมาก จงตั้งใจสานฝันของตัวเองและพ่อแม่ให้เป็นจริง ด้วยรักและผูกพันที่มอบให้กับเด็กทุกคนค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น